แนะนำ
Home » บทสวดมนต์ » บทสวดพระปริตร

บทสวดพระปริตร

บทสวดพระปริตรเป็นบทสวดมนต์ที่มีความศักดิ์สิทธิ์และสําคัญมากในพระพุทธศาสนา ซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาลที่พระพุทธเจ้าทรงประทานให้แก่พระภิกษุสงฆ์สาวกทั้งหลาย มีทั้งหมด 12 บท เพื่อสวดคุ้มครองและป้องกันภัยอันตราย และยังทำให้เกิดความสุข ผ่อนภัยร้ายให้กลายเป็นเบาอีกด้วย บทสวดพระปริตรจะมีอานุภาพและอานิสงส์ก็ต่อเมื่อผู้สวดมีเมตตาจิตมุ่งประโยชน์แก่ผู้อื่น สวดถูกต้องตามอักขระวิธี เข้าใจความหมายของบทสวด และมีความเชื่อมั่นในอานุภาพของพระปริตรว่ามีจริง

บทสวดพระปริตร

บทสวดพระปริตร 12 บทสวดมนต์มหัศจรรย์

1. มงคลปริตร (มงคลชีวิต 38 ประการ) สวดเพื่อความเป็นมงคลให้กับชีวิต

เนื้อความในบทสวดกล่าวถึงหลักปฏิบัติ 38 ประการที่จะช่วยให้ชีวิตมีแต่ความสุข ความเป็นสิริมงคล และความเจริญสูงสุดในชีวิต

เอวัมเม สุตังฯ เอกัง สะมะยัง ภะคะวา สาวัตถิยัง วิหะระติ เชตะวะเน อะนา ถะปิณฑิกัสสะ อาราเมฯ อะถะโข อัญญะตะรา เทวะตา อะภิกกันตายะ รัตติยา อะภิกกันตะวัณณา เกวะละกัปปัง เชตะวะนัง โอภาเสตวา เยนะ ภะคะวา เตนุ ปะสังกะมิ อุปะสังกะมิตวา ภะคะวันตัง อะภิวาเทตวา เอกะมันตัง อัฏฐาสิฯ เอกะ มันตัง ฐิตา โข สา เทวะตา ภะคะวันตัง คาถายะ อัชฌะภาสิ

พะหู เทวา มะนุสสา จะ มังคะลานิ อะจินตะยุง อากังขะมานา โสตถานัง พรูหิ มังคะละมุตตะมังฯ

อะเสวะนา จะ พาลานัง ปัณฑิตานัญจะ เสวะนา ปูชา จะ ปูชะนียานัง เอตัมมังคะละมุตตะมังฯ
ปะฏิรูปะเทสะวาโส จะ ปุพเพ จะ กะตะปุญญะตา อัตตะสัมมาปะณิธิ จะ เอตัมมังคะละมุตตะมังฯ
พาหุสัจจัญจะ สิปปัญจะ วินะโย จะ สุสิกขิโต สุภาสิตา จะ ยา วาจา เอตัมมังคะละมุตตะมังฯ

มาตาปิตุอุปัฏฐานัง ปุตตะทารัสสะ สังคะโห อะนากุลา จะ กัมมันตา เอตัมมังคะละมุตตะมังฯ
ทานัญจะ ธัมมะจะริยา จะ ญาตะกานัญจะ สังคะโห อะนะวัชชานิ กัมมานิ เอตัมมังคะละมุตตะมังฯ

ขันตี จะ โสวะจัสสะตา สะมะณานัญจะ ทัสสะนัง กาเลนะ ธัมมะสากัจฉา เอตัมมังคะละมุตตะมังฯ
ตะโป จะ พรัหมะจะริยัญจะ อะริยะสัจจานะ ทัสสะนัง นิพพานะสัจฉิกิริยา จะ เอตัมมังคะละมุตตะมังฯ

ผุฏฐัสสะ โลกะธัมเมหิ จิตตัง ยัสสะ นะ กัมปะติ อะโสกัง วิระชัง เขมัง เอตัมมังคะละมุตตะมังฯ
เอตาทิสานิ กัตวานะ สัพพัตถะมะปะราชิตา สัพพัตถะ โสตถิง คัจฉันติ ตันเตสัง มังคะละมุตตะมันติฯ

คําแปลมงคลปริตร

ข้าพเจ้า (คือพระอานนทเถระ) ได้สดับมาแล้วอย่างนี้ สมัยหนึ่ง สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จประทับอยู่ที่เชตวันวิหาร อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้ เมืองสาวัตถีครั้งนั้นแลเทพดาองค์ใดองค์หนึ่ง ครั้งเมื่อราตรีปฐมยามล่วงไปแล้ว มีรัศมีอันงามยิ่งนัก ยังเชตวันทั้งสิ้นให้สว่าง พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จประทับอยู่ โดยที่ใด ก็เข้าไปเฝ้าโดยที่นั้น ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้วจึงถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วได้ยืนอยู่ในท่ามกลางส่วนข้างหนึ่ง ครั้นเทพดานั้นยืนในที่สมควรส่วนข้าง หนึ่งแล้วแล ได้ทูลพระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยคาถาว่า

หมู่เทวดาและมนุษย์เป็นอันมาก ผู้หวังความสวัสดี ได้คิดหามงคลทั้งหลาย ขอพระองค์จงเทศนามงคลอันสูงสุด

– ความไม่คบชนพาลทั้งหลาย 1 ความคบบัณฑิตทั้งหลาย 1 ความบูชาชนควร บูชาทั้งหลาย 1 ข้อนี้เป็นมงคลอันสูงสุด ,
– ความอยู่ในประเทศอันสมควร 1 ความเป็นผู้มีบุญอันทําแล้วในกาลก่อน 1 ความตั้งตนไว้ชอบ 1 ข้อนี้เป็นมงคลอันสูงสุด ,
– ความได้ฟังแล้วมาก 1 ศิลปศาสตร์ 1 วินัยอันชนศึกษาดีแล้ว 1 วาจาอันชน กล่าวดีแล้ว 1 ข้อนี้เป็นมงคลอันสูงสุด ,
– ความบํารุงมารดาและบิดา 1 ความสงเคราะห์ลูกและเมีย 1 การงานทั้งหลายไม่อากูล 1 ข้อนี้เป็นมงคลอันสูงสุด ,
– ความให้ 1 ความประพฤติธรรม 1 ความสงเคราะห์ญาติทั้งหลาย 1 กรรม ทั้งหลายไม่มีโทษ 1 ข้อนี้เป็นมงคลอันสูงสุด
– ความงดเว้นจากบาป 1 ความสํารวมจากการดื่มน้ําเมา 1 ความไม่ประมาทในธรรมทั้งหลาย 1 ข้อนี้เป็นมงคลอันสูงสุด ,
– ความเคารพ 1 ความไม่จองหอง 1 ความยินดีด้วยของอันมีอยู่ 1 ความเป็นผู้รู้ อุปการะอันท่านทําแล้วแก่ตน 1 ความฟังธรรมโดยกาล 1 ข้อนี้เป็นมงคลอันสูงสุด ,
– ความอดทน 1 ความเป็นผู้ว่าง่าย 1 ความเห็นสมณะทั้งหลาย 1 ความเจรจา ธรรมโดยกาล 1 ข้อนี้เป็นมงคลอันสูงสุด ,
– ความเพียรเผากิเลส 1 ความประพฤติอย่างพรหม 1 ความเห็นอริยสัจทั้งหลาย 1 ความทําพระนิพพานให้แจ้ง 1 ข้อนี้เป็นมงคลอันสูงสุด ,
– จิตของผู้ใดอันโลกธรรมทั้งหลายถูกต้องแล้ว ย่อมไม่หวั่นไหว ไม่มีโศก ปราศจากธุลีเกษม ข้อนี้เป็นมงคลอันสูงสุด ,
– เทพดาและมนุษย์ทั้งหลายกระทํามงคลทั้งหลายเช่นนี้แล้ว เป็นผู้ไม่พ่ายแพ้ในที่ทั้งปวง ย่อมถึงความสวัสดีในที่ทั้งปวง ข้อนั้นเป็นมงคลอันสูงสุดของเทพดาและ มนุษย์ทั้งหลายเหล่านั้นแล

2. รัตนปริตร (รัตนสูตร) สวดบูชาให้พ้นจากความทุกข์ ขับไล่เสนียดจัญไร โรคภัยไข้เจ็บ ทำให้เกิดความสวัสดีในชีวิต

เนื้อความในบทสวดกล่าวสรรเสริญคุณของพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ อาราธนาเอาคุณความดีของพระรัตนตรัยนั้นมาปกปักรักษาตน ช่วยทําลายความทุกข์โศกให้หายไป และขออํานวยความสุขสวัสดิ์แก่ตน

ยานีธะ ภูตานิ สะมาคะตานิ ภุมมานิ วา ยานิวะ อันตะลิกเข สัพเพ วะ ภูตา สุมะนา ภะวันตุ อะโถปิ สักกัจจะ สุณันตุ ภาสิตัง

ตัสมา หิ ภูตา นิสาเมถะ สัพเพ เมตตัง กะโรถะ มานุสิยา ปะชายะ ทิวา จะ รัตโต จะ หะรันติ เย พะลิง ตัสมา หิ เน รักขะถะ อัปปะมัตตาฯ

ยังกิญจิ วิตตัง อิธะ วา หุรัง วา สัคเคสุ วา ยัง ระตะนัง ปะณีตัง นะ โน สะมัง อัตถิ ตะถาคะเตนะ อิทัมปิ พุทเธ ระตะนัง ปะณีตัง เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุฯ

ขะยัง วิราคัง อะมะตัง ปะณีตัง ยะทัชฌะคา สักยะมุนี สะมาหิโต นะ เตนะ ธัมเมนะ สะมัตถิ กิญจิ อิทัมปิ ธัมเม ระตะนัง ปะณีตัง เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุฯ

ยัมพุทธะเสฏโฐ ปะริวัณณะยี สุจิง สะมาธิมานันตะริกัญญะมาหุ สะมาธินา เตนะ สะโม นะ วิชชะติ อิทัมปิ ธัมเม ระตะนัง ปะณีตัง เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุฯ

เย ปุคคะลา อัฏฐะ สะตัง ปะสัฏฐา จัตตาริ เอตานิ ยุคานิ โหนติ เต ทักขิเณยยา สุคะตัสสะ สาวะกา เอเตสุ ทินนานิ มะหัปผะลานิ อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุฯ

เย สุปปะยุตตา มะนะสา ทัฬเหนะ นิกกามิโน โคตะมะสาสะนัมหิ เต ปัตติปัตตา อะมะตัง วิคัยหะ ลัทธา มุธา นิพพุติง ภุญชะมานา อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุฯ

ยะถินทะขีโล ปะฐะวิง สิโต สิยา จะตุพภิ วาเตภิ อะสัมปะกัมปิโย ตะถูปะมัง สัปปุริสัง วะทามิ โย อะริยะสัจจานิ อะเวจจะ ปัสสะติ อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุฯ

เย อะริยะสัจจานิ วิภาวะยันติ คัมภีระปัญเญนะ สุเทสิตานิ กิญจาปิ เต โหนติ ภุสัปปะมัตตา นะ เต ภะวัง อัฏฐะมะมาทิยันติ อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุฯ

สะหาวัสสะ ทัสสะนะสัมปะทายะ ตะยัสสุ ธัมมา ชะหิตา ภะวันติ สักกายะทิฏฐิ วิจิกิจฉิตัญจะ สีลัพพะตัง วาปิ ยะทัตถิ กิญจิ จะตูหะปาเยหิ จะ วิปปะมุตโต ฉะ จาภิฐานานิ อะภัพโพ กาตุง อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุฯ

กิญจาปิ โส กัมมัง กะโรติ ปาปะกัง กาเยนะ วาจายุทะ เจตะสา วา อะภัพโพ โส ตัสสะ ปะฏิจฉะทายะ อะภัพพะตา ทิฏฐะปะทัสสะ วุตตา อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุฯ

วะนัปปะคุมเพ ยะถา ผุสสิตัคเค คิมหานะมาเส ปะฐะมัสมิง คิมเห ตะถูปะมัง ธัมมะวะรัง อะเทสะยิ นิพพานะคามิง ปะระมัง หิตายะ อิทัมปิ พุทเธ ระตะนัง ปะณีตัง เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุฯ

วะโร วะรัญญู วะระโท วะราหะโร อะนุตตะโร ธัมมะวะรัง อะเทสะยิ อิทัมปิ พุทเธ ระตะนัง ปะณีตัง เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุฯ

ขีณัง ปุราณัง นะวัง นัตถิ สัมภะวัง วิรัตตะจิตตายะติเก ภะวัสมิง เต ขีณะพีชา อะวิรุฬหิฉันทา นิพพันติ ธีรา ยะถายัมปะทีโป อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุฯ

ยานีธะ ภูตานิ สะมาคะตานิ ภุมมานิ วา ยานิวะ อันตะลิกเข ตะถาคะตัง เทวะมะนุสสะปูชิตัง พุทธัง นะมัสสามะ สุวัตถิ โหตุฯ

ยานีธะ ภูตานิ สะมาคะตานิ ภุมมานิ วา ยานิวะ อันตะลิกเข ตะถาคะตัง เทวะมะนุสสะปูชิตัง ธัมมัง นะมัสสามะ สุวัตถิ โหตุฯ

ยานีธะ ภูตานิ สะมาคะตานิ ภุมมานิ วา ยานิวะ อันตะลิกเข ตะถาคะตัง เทวะมะนุสสะปูชิตัง สังฆัง นะมัสสามะ สุวัตถิ โหตุฯ

คําแปลรัตนปริตร

– หมู่ภูตประจําถิ่นเหล่าใด ประชุมกันแล้วในนครนี้ก็ดี เหล่าใดประชุมกันแล้วในอากาศก็ดี ขอหมู่ภูตทั้งปวงจงเป็นผู้ดีใจและจงฟังภาษิตโดยเคารพ เพราะเหตุนั้น แล ท่านภูตทั้งปวงจงตั้งใจฟัง กระทําไมตรีจิต ในหมู่มนุษยชาติ ประชุมชนมนุษย์เหล่าใด ย่อมสังเวยทั้งกลางวันกลางคืน เพราะเหตุนั้นแล ท่านทั้งหลาย จงเป็นผู้ไม่ประมาท รักษาหมู่มนุษย์เหล่านั้น

– ทรัพย์เครื่องปลื้มใจ อันใดอันหนึ่ง ในโลกนี้หรือโลกอื่น หรือรัตนะอันใด อัน ประณีตในสวรรค์ รัตนะอันนั้นเสมอด้วยพระตถาคตเจ้าไม่มีเลย แม้อันนี้ เป็น รัตนะ อันประณีตในพระพุทธเจ้า ด้วยคําสัตย์นี้ ขอความสวัสดีจงมี

– พระศากยมุนีเจ้า มีพระหฤทัยดํารงมั่น ได้บรรลุธรรมอันใดเป็นที่สิ้นกิเลส เป็นที่สิ้นราคะ เป็นอมฤตธรรมอันประณีต สิ่งไรๆ เสมอด้วยพระธรรมนั้นย่อมไม่มี แม้อันนี้เป็นรัตนะอันประณีตในพระธรรม ด้วยคําสัตย์นี้ ขอความสวัสดีจงมี

– พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ทรงสรรเสริญแล้วซึ่งสมาธิอันใด ว่าเป็นธรรมอัน สะอาด บัณฑิตทั้งหลายกล่าวซึ่งสมาธิอันใด ว่าให้ผลโดยลําดับ สมาธิอื่นเสมอ ด้วยสมาธินั้นย่อมไม่มี แม้อันนี้ เป็นรัตนะอันประณีตในพระธรรม ด้วยคําสัตย์นี้ ขอความสวัสดีจงมี

– บุคคลเหล่าใด 8 จําพวก 4 คู่ อันสัตบุรุษทั้งหลายสรรเสริญแล้ว บุคคลเหล่านั้น เป็นสาวกของพระสุคต ควรแก่ทักษิณาทาน ทานทั้งหลาย อันบุคคลถวายในท่านเหล่านั้น ย่อมมีผลมาก แม้อันนี้ เป็นรัตนะอันประณีตในพระสงฆ์ ด้วยคําสัตย์นี้ ขอความสวัสดีจงมี

– พระอริยบุคคลทั้งหลายเหล่าใด ในศาสนาพระโคดมเจ้า ประกอบดีแล้ว มีใจ มั่นคง มีความใคร่ ออกไปแล้ว พระอริยบุคคลทั้งหลายเหล่านั้น ถึงพระอรหัตผลที่ ควรถึงหยั่งเข้าสู่พระนิพพาน ได้ซึ่งความดับกิเลส โดยเปล่าๆ แล้วเสวยผลอยู่ แม้อันนี้ เป็นรัตนะอันประณีตในพระสงฆ์ ด้วยคําสัตย์นี้ ขอความสวัสดีจงมี

– เสาเขื่อนที่ลงดินแล้ว ไม่หวั่นไหวด้วยพายุ 8 ทิศ ฉันใด ผู้ใด เล็งเห็นอริยสัจ ทั้งหลาย เราเรียกผู้นั้นว่า เป็นสัตบุรุษผู้ไม้หวั่นไหวด้วยโลกธรรม อุปมาฉันนั้น แม้อันนี้เป็นรัตนะอันประณีตในพระสงฆ์ ด้วยคําสัตย์นี้ ขอความสวัสดีจงมี

– พระโสดาบันจําพวกใด กระทําให้แจ้งอยู่ ซึ่งอริยสัจทั้งหลายอันพระศาสดาผู้มี ปัญญาอันลึกซึ้งแสดงดีแล้ว พระโสดาบันจําพวกนั้น ยังเป็นผู้ประมาทก็ดี ถึง กระนั้น ท่านย่อมไม่ถือเอาภพที่ 8 (คือเกิดอีกอย่างมาก 7 ชาติ) แม้อันนี้ เป็นรัตนะอันประณีตในพระสงฆ์ ด้วยคําสัตย์นี้ ขอความสวัสดีจงมี

– สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส อันใดอันหนึ่งยังมีอยู่ ธรรมเหล่านั้น อัน พระโสดาบัน ละได้แล้ว พร้อมด้วยทัสสนะสมบัติ (คือโสดาปัตติมรรค) ทีเดียว อนึ่งพระโสดาบันเป็นผู้พ้นแล้ว จากอบายทั้ง 4 ไม่อาจเพื่อจะกระทําอภิฐานทั้ง 6 (คืออนันตริยกรรม 5 และการเข้ารีต) แม้อันนี้ เป็นรัตนะอันประณีตในพระสงฆ์ ด้วยคําสัตย์นี้ ขอความสวัสดีจงมี

– พระโสดาบันนั้น ยังกระทําบาปกรรม ด้วยกายหรือวาจาหรือใจได้บ้าง (เพราะความพลั้งพลาด) ถึงกระนั้นท่านไม่ควรเพื่อจะปกปิดบาปกรรมอันนั้น ความเป็นผู้มีทางพระนิพพาน อันเห็นแล้ว ไม่ควรปกปิดบาปกรรมนั้น อันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว แม้อันนี้ เป็นรัตนะอันประณีตในพระสงฆ์ ด้วยคําสัตย์นี้ ขอความสวัสดีจงมี

– พุ่มไม้ในป่า มียอดอันบานแล้ว ในเดือนต้นคิมหะแห่งคิมหฤดูฉันใด พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงแสดงพระธรรมให้ถึงพระนิพพาน เพื่อประโยชน์แก่สัตว์ทั้งหลาย มี อุปมาฉันนั้น แม้อันนี้ เป็นรัตนะอันประณีตในพระพุทธเจ้า ด้วยคําสัตย์นี้ ขอความสวัสดีจงมี

– กรรมเก่าของพระอริยบุคคลเหล่าใดสิ้นแล้ว กรรมสมภพใหม่ย่อมไม่มี พระอริยบุคคลเหล่าใด มีจิตอันหน่ายแล้วในภพต่อไป พระอริยบุคคลเหล่านั้น มีพืชสิ้นไปแล้ว มีความพอใจงอกไม่ได้แล้ว เป็นผู้มีปัญญา ย่อมปรินิพพานเหมือนประทีปอันดับไป ฉะนั้น แม้อันนี้ เป็นรัตนะอันประณีตในพระสงฆ์ ด้วยคําสัตย์นี้ ขอความสวัสดีจงมี

– ภูตประจําถิ่นเหล่าใด ประชุมกันแล้วในพระนครก็ดี เหล่าใดประชุมกันแล้วในอากาศก็ดี เราทั้งหลาย จงนมัสการพระพุทธเจ้าผู้มาแล้วอย่างนั้น ผู้อันเทพดา และมนุษย์บูชาแล้ว ขอความสวัสดีจงมี

– ภูตประจําถิ่นเหล่าใด ประชุมกันแล้วในพระนครนี้ก็ดี เหล่าใดประชุมกันแล้วในอากาศก็ดี เราทั้งหลาย จงนมัสการพระธรรมอันมาแล้วอย่างนั้น อันเทพดาและ มนุษย์บูชาแล้ว ขอความสวัสดีจงมี

– ภูตประจําถิ่นเหล่าใด ประชุมกันแล้วในพระนครนี้ก็ดี เหล่าใดประชุมกันแล้วในอากาศก็ดี เราทั้งหลาย จงนมัสการพระสงฆ์ผู้มาแล้วอย่างนั้น ผู้อันเทพดาและ มนุษย์บูชาแล้ว ขอความสวัสดีจงมี

3. เมตตปริตร (หรือกรณียเมตตสูตร) สวดเพื่อให้พ้นจากความตกต่ํา มีชีวิตเจริญรุ่งเรืองขึ้น

เนื้อความในบทสวดกล่าวถึงอานุภาพของของพระพุทธเจ้าที่ได้แผ่เมตตาไว้ เมื่อการตั้งจิตแผ่เมตตาเป็นผล ย่อมส่งผลให้ผู้สวดรอดพ้นจากความตกต่ํา เกิดไฟส่องทางให้ชีวิตมีแต่แสงสว่างและมีความก้าวหน้าในชีวิต

กะระณียะมัตถะกุสะเลนะ ยันตัง สันตัง ปะทัง อะภิสะเมจจะ สักโก อุชู จะ สุหุชู จะ สุวะโจ จัสสะ มุทุ อะนะติมานี

สันตุสสะโก จะ สุภะโร จะ อัปปะกิจโจ จะ สัลละหุกะวุตติ สันตินทริโย จะ นิปะโก จะ อัปปะคัพโภ กุเลสุ อะนะนุคิทโธ

นะ จะ ขุททัง สะมาจะเร กิญจิ เยนะ วิญญู ปะเร อุปะวะเทยยุง สุขิโน วา เขมิโน โหนตุ สัพเพ สัตตา ภะวันตุ สุขิตัตตา

เย เกจิ ปาณะภูตัตถิ ตะสา วา ถาวะรา วา อะนะวะเสสา ทีฆา วา เย มะหันตา วา มัชฌิมา รัสสะกา อะณุกะถูลา

ทิฏฐา วา เย จะ อะทิฏฐา เย จะ ทูเร วะสันติ อะวิทูเร ภูตา วา สัมภะเวสี วา สัพเพ สัตตา ภะวันตุ สุขิตัตตา

นะ ปะโร ปะรัง นิกุพเพถะ นาติมัญเญถะ กัตถะจิ นัง กิญจิ พยาโรสะนา ปะฏิฆะสัญญา นาญญะมัญญัสสะ ทุกขะมิจเฉยยะ

มาตา ยะถา นิยัง ปุตตัง อายุสา เอกะปุตตะมะนุรักเข เอวัมปิ สัพพะภูเตสุ มานะสัมภาวะเย อะปะริมาณัง

เมตตัญจะ สัพพะโลกัสมิง มานะสัมภาวะเย อะปะริมาณัง อุทธัง อะโธ จะ ติริยัญจะ อะสัมพาธัง อะเวรัง อะสะปัตตัง

ติฎฐัญจะรัง นิสินโน วา สะยาโน วา ยาวะตัสสะ วิคะตะมิทโธ เอตัง สะติง อะธิฏเฐยยะ พรัหมะเมตัง วิหารัง อิธะมาหุ

ทิฏฐิญจะ อะนุปะคัมมะ สีสะวา ทัสสะเนนะ สัมปันโน กาเมสุ วิเนยยะ เคธัง นะ หิ ชาตุ คัพภะเสยยัง ปุนะเรตีติฯ

คําแปลเมตตปริตร (หรือกรณียเมตตสูตร)

กุลบุตรผู้ฉลาด พึงกระทํากิจที่พระอริยเจ้าผู้บรรลุแล้วซึ่งพระนิพพานอันเป็นที่ สงบระงับได้กระทําแล้ว กุลบุตรนั้งพึงเป็นผู้องอาจ ซื่อตรงและประพฤติตรงดี เป็น ผู้ที่ว่าง่ายสอนง่าย อ่อนโยน ไม่มีมานะอันยิ่ง เป็นผู้สันโดษยินดีในสิ่งที่ตนมีอยู่ เป็นผู้เลี้ยงง่าย เป็นผู้มีกิจธุระน้อย เป็นผู้ประพฤติทําให้กายและจิตเบา มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อันสงบนิ่ง มีปัญญาฆ่ากิเลส เป็นผู้ไม่คะนอง กาย วาจา ใจ และ ไม่พัวพันในสกุลทั้งหลาย ไม่พึงกระทํากรรมที่ท่านผู้รู้ทั้งหลายติเตียน ผู้อื่นว่าทําแล้วไม่ดี พึงแผ่เมตตาจิตว่า ขอสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง จงเป็นผู้มีสุข มีจิตเกาะพระ นิพพานแดนอันพ้นจากภัยทั้งหลาย และจงเป็นผู้ทําตนให้ถึงความสุขทุกเมื่อเถิด

ขอสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงทั้งหมดโดยไม่มีเหลือ ทั้งที่มีตัณหาเครื่องทําใจให้สะดุ้งอยู่ และผู้มั่นคงคือไม่มีตัณหาแล้ว ทั้งที่มีกายยาว ใหญ่ปานกลาง หรือกายสั้น หรือ ผอม อ้วน เป็นผู้ที่เราเห็นแล้วก็ดี ไม่ได้เห็นก็ดี อยู่ในที่ไกลหรือในที่ไม่ไกล ทั้งที่เกิดมาในโลกนี้แล้ว และที่ยังกําลังแสวงหาภพเป็นที่เกิดอยู่ดี จงเป็นผู้ทําตนให้ถึงความสุขเถิด สัตว์อื่นอย่าพึงรังแกข่มเหงสัตว์อื่น อย่าพึงดูหมิ่นใครในที่ใดๆเลย ไม่ควรปรารถนาให้กันและกันมีความทุกข์ เพราะความกริ้วโกรธ และเพราะความเคียดแค้นกันเลย

มารดาย่อมตามรักษาบุตรคนเดียวผู้เกิดในตน ด้วยชีวิต ฉันใด กุลบุตรพึงเจริญ เมตตาจิตในใจไม่มีประมาณ ในสัตว์ทั้งปวงทั้งหลายแม้ฉันนั้น บุคคลพึงเจริญ เมตตาให้มีในใจไม่มีประมาณ ไปในโลกทั้งสิ้น ทั้งเบื้องบน เบื้องต่ํา เบื้องขวาง การเจริญเมตตาจิตนี้เป็นธรรมอันไม่แคบ ไม่มีเวร ไม่มีศัตรู ผู้เจริญเมตตาจิตนั้น จะยืนอยู่ก็ดี เดินไปก็ดี นั่งอยู่ก็ดี นอนอยู่ก็ดี เป็นผู้ปราศจากความง่วงเพียงใด ก็ สามารถตั้งสติไว้ได้เพียงนั้น บัณฑิตทั้งหลายกล่าวถึงกิริยาอย่างนี้ว่า เป็นการ เจริญพรหมวิหารในศาสนานี้ บุคคลผู้ที่มีเมตตา ไม่เข้าถึงความเห็นผิด เป็นผู้มีศีล ถึงพร้อมแล้วด้วยความเห็นคือปัญญา นําความหมกมุ่นในกามทั้งหลายออกได้ แล้ว ย่อมไม่เข้าถึงความเข้าไปนอนในครรภ์เพื่อเกิดอีกโดยแท้แลฯ

4. ขันธปริตร เพื่อป้องกันภัยจากอสรพิษและสัตว์ร้าย

เนื้อความในบทสวดกล่าวถึงการแผ่เมตตาให้สัตว์ร้ายทั้งปวง นิยมสวดเมื่อเข้าป่า จะช่วยให้เกิดความแคล้วคลาดปลอดภัย

วิรูปักเขหิ เม เมตตัง เมตตัง เอราปะเถหิ เม ฉัพยาปุตเตหิ เม เมตตัง เมตตัง กัณหาโคตะมะเกหิ จะ อะปาทะเกหิ เม เมตตัง เมตตัง ทิปาทะเกหิ เม จะตุปปะเทหิ เม เมตตัง เมตตัง พะหุปปะเทหิ เม มา มัง อะปาทะโก หิงสิ มา มัง หิงสิ ทิปาทะโก มา มัง จะตุปปะโท หิงสิ มา มัง หิงสิ พะหุปปะโท สัพเพ สัตตา สัพเพ ปาณา สัพเพ ภูตา จะ เกวะลา สัพเพ ภัทรานิ ปัสสันตุ มา กิญจิ ปาปะมาคะมา

อัปปะมาโณ พุทโธ | อัปปะมาโณ ธัมโม | อัปปะมาโณ สังโฆ ปะมาณะวันตานิ สิริงสะปานิ อะหิ วิจฉิกา สะตะปะที อุณณานาภี สะระพู มูสิกา กะตา เม รักขา กะตา เม ปะริตตา ปะฏิกกะมันตุ ภูตานิ โสหัง นะโม ภะคะวะโต นะโม สัตตันนัง สัมมาสัมพุทธานังฯ

คําแปลขันธปริตร

ความเป็นมิตรของเรา จงมีแก่พญางูทั้งหลาย สกุลวิรูปักข์ด้วย
ความเป็นมิตรของเรา จงมีกับพญางูทั้งหลาย สกุลเอราบทด้วย
ความเป็นมิตรของเรา จงมีแก่พญางูทั้งหลาย สกุลฉัพยาบุตรด้วย
ความเป็นมิตรของเรา จงมีแก่พญางูทั้งหลาย สกุลกัณหาโคตมกะด้วย
ความเป็นมิตรของเรา จงมีกับสัตว์ทั้งหลาย ที่ไม่มีเท้าด้วย
ความเป็นมิตรของเรา จงมีกับสัตว์ทั้งหลาย ที่มีสองเท้าด้วย
ความเป็นมิตรของเรา จงมีกับสัตว์ทั้งหลาย ที่มีสี่เท้าด้วย
ความเป็นมิตรของเรา จงมีกับสัตว์ทั้งหลาย ที่มีหลายเท้าด้วย

สัตว์ไม่มีเท้าอย่าเบียดเบียนเรา สัตว์สองเท้าอย่าเบียดเบียนเรา สัตว์สี่เท้าอย่าเบียดเบียนเรา สัตว์หลายเท้าอย่าเบียดเบียนเรา ขอสรรพสัตว์ที่มีชีวิตทั้งหลาย ที่เกิดมาทั้งหมดจนสิ้นเชิงด้วย จงเห็นซึ่งความเจริญทั้งหลายทั้งปวงเถิด โทษลามกใดๆ อย่าได้มาถึงแล้ว แก่สัตว์เหล่านั้น

พระพุทธเจ้า ทรงพระคุณ ไม่มีประมาณ
พระธรรม ทรงพระคุณ ไม่มีประมาณ
พระสงฆ์ ทรงพระคุณ ไม่มีประมาณ
สัตว์เลื้อยคลานทั้งหลาย คือ งู แมลงป่อง ตะเข็บ ตะขาบ แมงมุม ตุ๊กแก หนู เหล่านี้ ล้วนมีประมาณ ความรักษา อันเรากระทําแล้ว การป้องกัน อันเรากระทําแล้ว หมู่สัตว์ทั้งหลายจงหลีกไปเสีย เรานั้น กระทํานอบน้อม แด่พระผู้มีพระภาคเจ้าอยู่ กระทํานอบน้อม แด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เจ็ดพระองค์อยู

5. โมรปริตร สวดบูชาให้พ้นจากผู้คิดร้าย

เนื้อความในบทสวดกล่าวถึงพระโพธิสัตว์เมื่อครั้งเสวยพระชาติเป็นพญานกยูง พุทธานุภาพให้พระโพธิสัตว์รอดพ้นจากบ่วงของนายพรานนานถึง 12 ปี สวดบูชา เป็นประจําเพื่อให้รอดพ้นจากผู้คิดการร้าย รอดพ้นจากกับดัก อุบาย และการฉ้อโกง

อุเทตะยัญจักขุมา เอกะราชา หะริสสะวัณโณ ปะฐะวิปปะภาโส ตัง ตัง นะมัสสามิ หะริสสะวัณณัง ปะฐะวิปปะภาสัง ตะยัชชะ คุตตา วิหะเรมุ ทิวะสัง เย พราหมะณา เวทะคุ สัพพะธัมเม เต เม นะโม เต จะ มัง ปาละยันตุ

นะมัตถุ พุทธานัง นะมัตถุ โพธิยา นะโม วิมุตตานัง นะโม วิมุตติยา อิมัง โส ปะริตตัง กัตวา โมโร จะระติ เอสะนาฯ

อะเปตะยัญจักขุมา เอกะราชา หะริสสะวัณโณ ปะฐะวิปปะภาโส ตัง ตัง นะมัสสามิ หะริสสะวัณณัง ปะฐะวิปปะภาสัง ตะยัชชะ คุตตา วิหะเรมุ รัตติง เย พราหมะณา เวทะคุ สัพพะธัมเม เต เม นะโม เต จะ มัง ปาละยันตุ

นะมัตถุ พุทธานัง นะมัตถุ โพธิยา นะโม วิมุตตานัง นะโม วิมุตติยา อิมัง โส ปะริตตัง กัตวา โมโร วาสะมะกัปปะยีติฯ

คําแปลโมรปริตร

พระอาทิตย์เป็นดวงตาของโลก เป็นเอกราช มีสีเพียงดังสีแห่งทอง ยังพื้นปฐพีให้สว่าง อุทัยขึ้นมา เพราะเหตุนั้น ข้าขอนอบน้อมพระอาทิตย์นั้น ซึ่งมีสีเพียงดังสี แห่งทอง ยังพื้นปฐพีให้สว่าง ข้าทั้งหลาย อันท่านปกครองแล้วในวันนี้ พึงอยู่เป็นสุขตลอดวัน พราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด ผู้ถึงซึ่งเวทในธรรมทั้งปวง พราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้น จงรับความนอบน้อมของข้า อนึ่ง พราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้น จงรักษาซึ่งข้าฯ

ความนอบน้อมของข้า จงมีแด่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ความนอบน้อมของข้า จงมี แด่พระโพธิญาณ ความนอบน้อมของข้า จงมีแด่ท่านผู้พ้นแล้วทั้งหลาย ความ นอบน้อมของข้า จงมีแด่วิมุตติธรรม นกยูงนั้นได้กระทําปริตรอันนี้แล้ว จึงเที่ยวไป เพื่ออันแสวงหาอาหารฯ

พระอาทิตย์นี้เป็นดวงตาของโลก เป็นเอกราช มีสีเพียงดังสีแห่งทองยังพื้นปฐพีให้สว่าง ย่อมอัสดงคตไป เพราะเหตุนั้น ข้าขอนอบน้อมพระอาทิตย์นั้น ซึ่งมีสีเพียง ดังสีแห่งทอง ยังพื้นปฐพีให้สว่าง ข้าทั้งหลาย อันท่านปกครองแล้วในวันนี้ พึงอยู่ เป็นสุขตลอดคืน พราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด ผู้ถึงซึ่งเวทในธรรมทั้งปวง พราหมณ์ ทั้งหลายเหล่านั้น จงรับความนอบน้อมของข้า อนึ่ง พราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้น จงรักษาซึ่งข้าฯ

ความนอบน้อมของข้า จงมีแด่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย
ความนอบน้อมของข้า จงมีแด่พระโพธิญาณ
ความนอบน้อมของข้า จงมีแด่ท่านผู้พ้นแล้วทั้งหลาย
ความนอบน้อมของข้า จงมีแด่วิมุตติธรรม
นกยูงนั้นได้กระทําปริตรอันนี้แล้วจึงสําเร็จความอยู่แลฯ 

6. วัฏฏกปริตร สวดบูชาให้พ้นจากอัคคีภัย

เนื้อความในบทสวดกล่าวถึงพระโพธิสัตว์เมื่อครั้งเสวยพระชาติเป็นลูกนกคุ้มที่กำลังถูกไฟป่าลุกลาม แต่ด้วยสัจจะอธิษฐานจึงทำให้ไฟป่าสงบลงโดยพลัน ใช้สวดเพื่อป้องกันอัคคีภัย

อัตถิ โลเก สีละคุโณ | สัจจัง โสเจยยะนุททะยา
เตนะ สัจเจนะ กาหามิ | สัจจะกิริยะมะนุตตะรัง
อาวัชชิตวา ธัมมะพะลัง | สะริตวา ปุพพะเก ชิเน
สัจจะพะละมะวัสสายะ | สัจจะกิริยะมะกาสะหัง
สันติ ปักขา อะปัตตะนา | สันติ ปาทา อะวัญจะนา
มาตา ปิตา จะ นิกขันตา | ชาตะเวทะ ปะฎิกกะมะ
สะหะ สัจเจ กะเต มัยหัง | มะหาปัชชะลิโต สิขี
วัชเชสิ โสฬะสะ กะรีสานิ | อุทกัง ปัตวา ยะถา สิขี
สัจเจนะ เม สะโม นัตถิ | เอสา เม สัจจะปาระมีติฯ

คําแปลวัฏฏกปริตร

คุณแห่งศีลมีอยู่ในโลก ความสัจ ความสะอาดกาย และความเอ็นดูมีอยู่ในโลก ด้วยคําสัจนั้น ข้าพเจ้าจักกระทําสัจจะกิริยาอันเยี่ยม ข้าพเจ้าพิจารณาซึ่งกําลังแห่งธรรมและระลึกถึงพระชินเจ้าทั้งหลายในปางก่อน อาศัยกําลังแห่งสัจจะ ขอกระทําสัจจะกิริยา ปีกทั้งหลายของข้ามีอยู่ แต่บินไม่ได้ เท้าทั้งหลายของข้ามีอยู่ แต่เดินไม่ได้ มารดาและบิดาของข้าออกไปหาอาหาร ดูก่อนไฟป่า ขอท่านจงหลีกไป ครั้นเมื่อสัจจะ อันเรากระทําแล้ว เปลวไฟอันรุ่งเรืองใหญ่ได้หลีกไป พร้อมกับคําสัตย์ ประหนึ่งเปลวไฟอันตกถึงน้ำ สิ่งไรเสมอด้วยสัจจะของเราไม่มี นี้เป็นสัจจะบารมีของเราดังนี้แล

7. ธชัคคปริตร (ธชัคคสูตร) สวดบูชาให้พ้นและป้องกันจากอันตรายจากความเสี่ยง การตกจากที่สูง การต้องเสี่ยงชีวิต และภยันตรายทั้งปวง

เนื้อความในบทสวดกล่าวถึงสงครามระหวางเทวดาและอสูร ท้าวสักกะเห็นว่าเหล่าเทวดาเกิดความหวาดกลัว จึงชี้ให้เหล่าเทวดามองขึ้นไปบนยอดธงรบของพระองค์ เพื่อให้เกิดกําลังใจจนได้รับชัยชนะในที่สุด สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแนะนําให้เหล่าภิกษุไปปฏิบัติธรรมตามป่า เมื่อเหล่าภิกษุเกิดความหวาดกลัวอันตราย พระพุทธองค์ทรงแนะให้ระลึกถึงยอดธงรบของท้าวสักกะอยู่เสมอ ธงรบนั้นก็คือสัญลักษณ์ของพระรัตนตรัยที่มีชัยเหนือทุกสรรพสิ่ง สวดเพื่อปกป้องคุ้มครองให้ผู้สวดเกิดความฮึกเหิมและแคล้วคลาดปลอดภัย

เอวัม เม สุตังฯ เอกัง สะมะยัง ภะคะวา สาวัตถิยัง วิหะระติ เชตะวะเน อะนา ถะปิณฑิกัสสะ อาราเม ฯ ตัตระ โข ภะคะวา ภิกขู อามันเตสิ ภิกขะโวติฯ ภะทัน เตติ เต ภิกขู ภะคะวะโต ปัจจัสโสสุง ฯ ภะคะวา เอตะทะโวจะฯ

ภูตะปุพพัง ภิกขะเว เทวาสุระสังคาโม สะมุปัพยุฬ โห อะโหสิ ฯ อะถะโข ภิกขะเว สักโก เทวานะมินโท เทเว ตาวะติงเส อามันเตสิ สะเจ มาริสา เทวานัง สังคา มะคะตานัง อุปปัชเชยยะ ภะยัง วา ฉัมภิตัตตัง วา โลมะหังโส วา มะเมวะ ตัสมิง สะมะเย ธะชัคคัง อุลโลเกยยาถะ มะมัง หิ โว ธะชัคคัง อุลโลกะยะตัง ยัมภะวิ สสะติ ภะยัง วา ฉัมภิตัตตัง วา โลมะหังโส วา โส ปิหิยยิสสะติ โน เจ เม ธะชัคคัง อุลโลเกยยาถะ อะถะ ปะชาปะติสสะ เทวะราชัสสะ ธะชัคคัง อุลโลเกย ยาถะ ปะ ชาปะติสสะ หิโว เทวะราชัสสะ ธะชัคคัง อุลโลกะยะตัง ยัมภะวิสสะติ ภะยัง วา ฉัมภิตัตตัง วา โลมะหังโส วา โส ปะหิยยิสสะติ โน เจ ปะชาปะติสสะ เทวะราชัส สะ ธะชัคคัง อุลโลเกยยาถะ อะถะ วะรุณัสสะ หิโว เทวะราชัสสะ ธะชัคคัง อุลโล กะยะตัง ยัมภะวิสสะติ ภะยัง วา ฉัมภิตัตตัง วา โลมะหังโส วา โส ปะหิยยิส สะติ โน เจ วะรุณัสสะ เทวะราชัสสะ ธะชัคคัง อุลโล เกยยาถะ อีสานัสสะ หิโว เทวะ ราชัสสะ ธะชัคคัง อุลโลกะยะตัง ยัมภะวิสสะติ ภะยัง วา ฉัมภิตัตตัง วา โลมะหังโส วา โส ปะหิยยิสสะตีติฯ

ตัง โข ปะนะ ภิกขะเว สักกัสสะ วา เทวานะ มินทัสสะ ธะชัคคัง อุลโลกะยะตัง ปะชา ปะติสสะ วา เทวะราชัสสะ ธะชัคคัง อุลโลกะยะตัง วะรุณัสสะ วา เทวะราชัสสะ ธะชัคคัง อุลโลกะยะตัง อีสานัสสะ วา เทวะราชัสสะ ธะชัคคัง อุลโลกะยะตัง ยัมภะวิ สสะติ ภะยัง วา ฉัมภิตัตตัง วา โลมะหังโส วาโส ปะหิยเยถาปิ โนปิ ปะหิยเยถะ ตัง กิสสะเหตุ สักโก หิ ภิกขะเว เทวานะมินโท อะวีตะราโค อะวีตะโทโส อะวีตะโมโห ภิรุ ฉัมภี อุตราสี ปะลายีติฯ

อะหัญจะ โข ภิกขะเว เอวัง วะทามิ สะเจ ตุมหากัง ภิกขะเว อะรัญญะคะตานัง วา รุกขะมูละคะตานัง วา สุญญาคาระคะตานัง วา อุปปัชเชยยะ ภะยัง วา ฉัมภิตัตตัง วา โลมะหังโส วา มะเมวะ ตัสมิง สะมะเย อันุสสะเรยยาถะ อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะ สาระถิ สัตถา เทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ มะมัง หิ โว ภิกขะเว อะนุสสะระตัง ยัมภะวิสสะติ ภะยัง วา ฉัมภิตัตตัง วา โลมะหังโส วา โส ปะหิยยิสสะติ โน เจ มัง อะ นุสสะเรยยาถะ อะถะ ธัมมัง อะนุสสะเรยยาถะ สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม สันทิฏฐิ โก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหีติ ธัมมัง หิโว ภิกขะเว อะนุสสะระตัง ยัมภะวิสสะติ ภะยัง วา ฉัมภิตัตตัง วา โลมะหังโส วา โส ปะหิยยิสสะติ โน เจ ธัมมัง อะนุสสะเรยยาถะ อะถะ สังฆัง อะนุสสะเรยยาถะ สุปะฏิ ปันโน ภะคะวะโต สาวะ กะสังโฆ อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ญายะ ปะฏิ ปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ยะทิทัง จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเณยโย อัญชะลีกะระณะโย อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสาติ สังฆัง หิ โว ภิกขะเว อะนุสสะระตัง ยัมภะวิสสะติ ภะยัง วา ฉัมภิตัตตัง วา โลมะหังโส วา โส ปะหิยยิสสะติ ตัง กิสสะ เหตุ ตะถา คะโต หิ ภิกขะเว อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วี ตะราโค วีตะโทโส วีตะโมโห อะภิรุ อัจฉัมภี อะนุตราสี อะปะ ลายีติฯ

อิทะมะโวจะ ภะคะวา อิทัง วตวานะ สุคะโต อะถาปะรัง เอตะทะโวจะ สัตถา อะรัญเญ รุกขะมูเล วา สุญญาคาเรวะ ภิกขะโว อะนุสสะเรถะ สัมพุทธัง ภะยัง ตุมหากะ โน สิยา โน เจ พุทธัง สะเรยยาถะ โลกะ เชฏฐัง นะราสะภัง อะถะ ธัมมัง สะเรยยาถะ นิยยานิ กัง สุเทสิตัง โน เจ ธัมมัง สะเรยยาถะ นิยยานิกัง สุเทสิตัง อะถะ สังฆัง สะเรยยาถะ ปุญญักเขตตัง อะนุตตะรัง เอวัมพุทธัง สะรันตานัง ธัมมัง สังฆัญจะ ภิกขะโว ภะยัง วา ฉัมภิตัตตัง วา โลมะหังโส นะ เหสสะตีติฯ

คำแปลธชัคคปริตร (ธชัคคสูตร)

พระพุทธเจ้าได้ตรัสสอนพระภิกษุทั้งหลายให้ระลึกถึงพระคุณของพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ โดยทรงนําเอาเรื่องสงครามระหว่างพวกเทวดา และพวกอสูร เมื่อครั้งกําลังติดพันกันในสมัยก่อน มาตรัสเป็นตัวอย่างว่า

ในสงครามครั้งนั้น ได้มีพระอินทร์ หรือ ท้าวสักกะ ผู้เป็นใหญ่ของพวกเทวดาทั้งหลาย ได้ตรัสแนะนําให้พวกเทวดาที่เข้าสงคราม ถ้าเกิดความหวาดกลัว ก็ให้ดูยอดธงที่งอนรถ เพื่อให้หายหวาดกลัว หานความครั่นคร้าม หายความสยดสยองต่อข้าศึก ซึ่งมี มูลเหตุมาจากการแย่งที่อยู่กันบนสวรรค์ เพราะแต่เดิมนั้น เทวโลกบนยอดเขาสุเมรุ เป็นที่อยู่ของเทวดาพวกหนึ่ง เรียกว่า เนวาสิกเทวบุตร (เทวบุตรผู้อยู่ประจํา) มีท้าวเวปจิตติเป็นหัวหน้า ต่อมา เมื่อ “มฆะมาณพ” ชาวบ้านอจลคามในอาณาจักรมคธ ผู้บําเพ็ญวัตตบท 7 ประการ กับภรรยา 4 คน ได้ชักชวนเพื่อนอีก 32 คน ร่วมกันสร้างกุศลกรรมต่างๆ ครั้นตายลง มฆะมาณพกับพวกเพื่อน 32 คน และภรรยา 3 คน (ขาด นางสุชาดา) ได้ไปเกิดในเทวโลกบนยอดเขาสุเมรุ ที่พวกเนวาสิกเทวบุตรอยู่ มฆะมาณพไปเกิดเป็นพระอินทร์ คือท้าวสักกะ ผู้เป็นใหญ่ของเทวดา ส่วนนายช่างของมฆะมาณพไปเกิดเป็นวิสสุกรรมเทวบุตร นายช่างเทวดา ภรรยา 3 คน คือ นางสุธัม มา นางสุนันทา นางสุจิตรา ก็ไปเกิดเป็นมเหสีของพระอินทร์

ฝ่ายเนวาสิกเทวบุตร เมื่อเห็นพวกเทวดามาเกิดใหม่ ก็จัดเครื่องดื่มพวกน้ำเมา (เรียกว่า ทิพพปานะบ้าง คันธปานะบ้าง) เลี้ยงต้อนรับผู้มาใหม่ แต่ท้าวสักกะ นัด หมายมิให้พวกพ้องของตนร่วมดื่ม พวกเนวาสิกเทวบุตร พากันดื่มฝ่ายเดียวจนเมามาย นอนหลับไหล อยู่ตามภาคพื้น ท้าวสักกะ จึงบอกแก่พวกของตนว่า เราไม่ต้องการให้ราชสมบัติ ณ ที่นี้ เป็นสาธารณะแก่พวกเนวาสิกเทวบุตร จึงสั่งให้พรรคพวกของตน จับพวกเทวบุตรขี้เมา ขว้างลงไปในมหาสมุทร ณ เชิงเขาพระสุเมรุ พอ ตกลงมาถึงกลางช่วงเขา พวกเนวาสิกเทวบุตรได้สติ จึงปรารภกันว่า แต่นี้ไปเราจะไม่ดื่มสุรากันอีกแล้ว แต่นั้นมาพวกเนวาสิกเทวบุตร จึงมีนามใหม่ว่า “อสุรา” แปลว่า ผู้ไม่ดื่มสุรา และด้วยบุญญานุภาพของพวกเนวาสิกเทวบุตร จึงดลบันดาลให้มีอสูรภิภพ เกิดขึ้น ณ เบื้องล่างเขาพระสุเมรุ มีต้นไม้ชื่อ จิตตปาลี (แปลว่าต้นแคฝอย) เกิดขึ้น เป็นต้นไม้ประจําพิภพของอสูร

ส่วนเทวโลกบนยอดเขาสุเมรุ ก็กลายเป็น สุทัศนเทพนครของพระอินทร์กับพรรค พวกผู้เป็นสหาย มีวิมาน มีอุทยาน มีสระโบกขรณี มีเวชยันต์ปราสาท เวชยันต์ราชรถ และอื่นๆ เกิดขึ้นด้วยอานุภาพของ ท้าวสักกะกับมเหสี และเทวดา 32 องค์ ซึ่งสร้าง กุศลร่วมกันมา ตั้งแต่นั้น สวรรค์ชั้นนี้จึงมีนามว่า ดาวดึงส์เทพนคร (นครของเทวดา 32 องค์) ท่านกล่าวว่า เทพนครกับอสูรนครนั้น มี สมบัติเท่าเทียมเสมอกัน

ส่วนนางสุชาดา ภรรยาอีกคนหนึ่งของมฆะมาณพนั้น เมื่อภรรยาทั้ง 3 คนเขาสร้างกุศลกัน ตนเองก็มิได้ร่วมสร้างด้วย เพราะคิดเสียว่าตัวเป็นภรรยา เมื่อสามีทําแล้ว ก็เท่ากับตนเองทําด้วย จึงสาละวนอยู่กับการแต่งตัว มิได้ขวนขวายก่อสร้างการกุศลใด ครั้นตายลงจึงไปเกิดเป็นนกยาง วันหนึ่งพระอินทร์ทรงรําพึงว่า เมื่อครั้งเราก่อสร้างสิ่งกุศลอยู่เมืองมนุษย์ เคยมีภรรยา 4 คน บัดนี้มาเกิดอยู่ร่วมกัน 3 คน แล้วนางสุชาดาอีก 1 คนไปอยู่ที่ไหน

เมื่อตรวจดูไปก็ทรงทราบว่านางสุชาดาไปเกิดเป็นนกยาง จึงลงมาแนะนําให้รักษาศีล มิให้กินปลาเป็น ให้กินแต่ปลาตาย เมื่อหาปลาตายกินไม่ได้ นางนกยางนั้นก็อดอาหาร และซูบผอมลงแล้วก็ตายไปเกิดเป็นธิดาช่างหม้อ พระอินทร์ก็ลงมาแนะนําให้รักษาศีล ครั้นนางสิ้นชีพในชาตินั้น ก็ไปเกิดเป็นธิดาผู้งดงามของท้าวเวปจิตติ ราชาแห่งอสูร ผู้เป็นศัตรูคู่แค้นกับท้าวสักกะ ครั้นเจริญวัยบิดาก็งานสยุมพรให้พระธิดาเลือกคู่ครอง พอดีพระอินทร์ทรงทราบ จึงแปลงองค์เป็นอสูรแก่มายืนอยู่ท้ายสุดของที่ชุมนุม แล้วด้วยบุพเพสันนิวาส นางก็โยนพวงมาลัยมาให้อสูรชรา คือท้าวสักกะที่ชุมนุมก็อลเวงพวกอสูรหนุ่มก็หาว่านางไปเลือกอสูรแก่ไม่คู่ควรกัน พระอินทร์ผู้เป็นอสูรแก่ปลอมก็อุ้มนางพาไปขึ้นเวชยันต์ราชรถ ซึ่งมาตลีเทวบุตรนํามาซุ่มรอไว้ พากันเหาะหนีไปยังสุทัศนเทพนคร ซึ่งเป็นมูลเหตุอีกเรื่องหนึ่งที่ทําให้พวกอสูรแค้นเคืองพวกเทวดามาก

ตั้งแต่นั้นมา ครั้นถึงฤดูที่ต้นจิตตปาลี ต้นไม้ประจําพิภพอสูร ผลิดดอกบาน พวกอสูรก็ รําลึกถึงต้นปาริฉัตรที่เคยเป็นของตน อสูรก็ยกทัพมารบกับเทวดาพวกของพระอินทร์ เป็นสงครามประจําฤดูกาลและผลัดกันแพ้ – ชนะ ด้วยเหตุนี้ท้าวสักกะผู้เป็นราชาแห่งเทวดาทั้งหลาย จึงตรัสแนะนําให้เทวดาทั้งหลายที่เข้าสงคราม ดูยอดธงของพระองค์ ถ้าไม่เห็นก็ให้ดูยอดธงของเทวราช อีก 3 องค์ ซึ่งมาในกองทัพ คือ

เทวราชผู้มีพระนามว่า ปชาบดี เทวราชผู้มีนามว่า วรุณ และเทวราชผู้มีนามว่า อีสาน ซึ่งพระอรรถกถรจารย์ (พระพุทธโฆสฯ) อธิบายว่าเทวราชพระนามว่า ปชาบดี นั้นมี ผิวพรรณและอายุเท่ากันกับท้าวสักกะ และประทับนั่งมา ณ อาสนะเป็นอันดับ 2 ส่วนเทวราชวรุณ และอีสาน ก็อยู่เป็นอันดับ 3 และ 4 ถัดไป

พระพุทธเจ้าได้ทรงยกเอาเรื่องสงครามระหว่างเทวดากับอสูร และคําตรัสแนะนําของท้าวสักกะที่ตรัสแก่ทวยเทพเป็นแนวเปรียบเทียบ แล้วตรัสสอนให้ภิกษุทั้งหลาย ผู้ปฏิบัติกัมมัฏฐาน หรือสมาทานธุดงต์ไปอยูตามโคนไม้ หรือในอาคารที่สงัด ให้ระลึกถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ เพื่อระงับความกลัว ความครั่นคร้าม และความสยดสยอง เช่น ข้อความในธชัคคปริตร ซึ่งพระอรรถกถาจารย์กล่าวไว้ว่า อานุภาพของพระปริตรบทนี้แผ่ไปทั่วอาณาจักรเขตแสนโกฏิจักรวาฬ ผู้ที่ระลึกพระปริตรนี้แล้วรอดพ้นจากทุกข์ที่เกิดจากภัยมียักษ์และโจร เป็นต้น นับไม่ถ้วน ผู้มีจิตเลื่อมใส ระลึกถึงพระปริตรนี้ ย่อมจะได้หลักพึ่งพิงได้

8. อาฏานาฏิยปริตร สวดบูชาให้รอดพ้นจากอมนุษย์ ภูตผี และปีศาจ

เนื้อความในบทสวดกล่าวถึงคุณงามความดีของพระพุทธเจ้า 7 พระองค์ในอดีต และการอาราธนาพุทธานุภาพเหล่านั้นมาคุ้มครองให้ผู้สวดรอดพ้นจากอันตราย เหล่าอมนุษย์ทั้งหลายไม่เบียดเบียน

วิปัสสิสสะ นะมัตถุ จักขุมันตัสสะ สิรีมะโต สิขิสสะปิ นะมัตถุ สัพพะภูตานุกัมปิโน เวสสะภุสสะ นะมัตถุ นะหาตะกัสสะ ตะปัสสิโน นะมัตถุ กะกุสันธัสสะ มาระเสนัปปะมัททิโน โกนาคะมะนัสสะ นะมัตถุ พราหมะณัสสะ วุสีมะโต กัสสะปัสสะ นะมัตถ วิปปะมุตตัสสะ สัพพะธิ อังคีระสัสสะ นะมัตถุ สักยะปุตตัสสะ สิรีมะโต โย อิมัง ธัมมะมะเทเสสิ สัพพะทุกขาปะนูทะนัง เย จาปิ นิพพุตา โลเก ยะถาภูตัง วิปัสสิสุง เต ชะนา อะปิสุณา มะหันตา วีตะสาระทา หิตัง เทวะมะนุสสานัง ยัง นะมัสสันติ โคตะมัง วิชชาจะระณะสัมปันนัง มะหันตัง วีตะสาระทัง วิชชาจะระณะสัมปันนัง พุทธัง วันทามะ โคตะมันติ

คําแปลอาฏานาฏิยปริตร

ความนอบน้อมของข้าพเจ้า จงมีแด่พระวิปัสสีพุทธเจ้า ผู้มีจักษุ ผู้มีสิริ
ความนอบน้อมของข้าพเจ้า จงมีแด่พระสิขีพุทธเจ้า ผู้มีปกติอนุเคราะห์แก่สัตว์ทั้งปวง
ความนอบน้อมของข้าพเจ้า จงมีแด่พระเวสสะภูพุทธเจ้า ผู้มีกิเลสอันล้างแล้ว ผู้มีตบะ
ความนอบน้อมของข้าพเจ้า จงมีแด่พระกกุสันธพุทธเจ้า ผู้ย่ํายีเสียซึ่งมารและเสนามาร
ความนอบน้อมของข้าพเจ้า จงมีแด่พระโกนาคมนะพุทธเจ้า ผู้มีบาปอันลอยเสียแล้ว ผู้มีพรหมจรรย์ อันอยู่จบแล้ว
ความนอบน้อมของข้าพเจ้า จงมีแด่พระกัสสปพุทธเจ้า ผู้พ้นแล้วจากกิเลสทั้งปวง
ความนอบน้อมของข้าพเจ้า จงมีแด่พระอังคีรสพุทธเจ้า ผู้เป็นโอรสแห่งศากยราช ผู้มีสิริ
พระพุทธเจ้าพระองค์ใด ได้ทรงแสดงแล้วซึ่งธรรมนี้ เป็นเครื่องบรรเทาเสีย ซึ่งทุกข์ทั้งปวง อนึ่ง พระพุทธเจ้าทั้งหลายเหล่าใด ที่ดับกิเลสแล้วในโลก เห็นแจ้งธรรมตามเป็นจริง พระพุทธเจ้าทั้งหลายเหล่านั้น เป็นผู้ไม่มีความส่อเสียด เป็นผู้ใหญ่ ผู้ปราศจากความครั่นคร้ามแล้ว เทพยดาและมนุษย์ทั้งหลาย ผู้นอบน้อมอยู่ ซึ่งพระพุทธเจ้าพระองค์ใด ผู้เป็นโคตมโคตร ผู้เป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่เทพยดาและมนุษย์ทั้งหลาย ถึงพร้อมแล้วด้วยวิชชาและจรณะ เป็นผู้ใหญ่ ผู้มีความครั่นคร้ามปราศจากไปแล้ว ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอนมัสการพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้ถึงพร้อมแล้วด้วยวิชชา และจรณะเป็นอันดีแล้วแล

9. อังคุลีมาลปริตร สวดบูชาให้พ้นจากการแท้งบุตร และให้คลอดบุตรง่าย

เนื้อความในบทสวดกล่าวถึงสัจาธิษฐานของพระองคุลิมาลเถระที่ตั้งขึ้นเพื่อช่วยหญิงมีครรภ์คนหนึ่งให้คลอดบุตรง่าย

ปะริตตัง ยัมภะณันตัสสะ อุทะกัมปิ วินาเสติ โสตถินา คัพภะวุฏฐานัง เถรัสสังคุลิมาลัสสะ กัปปัฏฐายิ มะหาเตชัง

นิสินนัฏฐานะโธวะนัง สัพพะเมวะ ปะริสสะยัง ยัญจะ สาเธติ ตังขะเณ โลกะนาเถนะ ภาสิตัง ปะริตตันตัมภะณามะ เหฯ

ยะโตหัง ภะคินิ อะริยายะ ชาติยา ชาโต นาภิชานามิ สัญจิจจะ ปาณัง ชีวิตา โวโรเปตาฯ เตนะ สัจเจนะ โสตถิ เต โหตุ โสตถิ คัพภัสสะ

คําแปลอังคุลิมาลปริตร

แม้นน้ำที่ใช้ล้างที่นั่งของพระองคุลิมาลเถระ ยังสามารถบันดาลให้ภยันตรายทั้ง ปวงมลายสิ้นไปได้ พระปริตรบทใดๆ อันพระโลกนาถทรงภาษิตแด่พระองคุลิมาลเถระแล้ว ก็ย่อมบันดาลให้การคลอดบุตรเกิดสิริสวัสดิ์ เกิดความปลอดภัย ดูกรน้องหญิง ตั้งแต่ที่อาตมาได้กําเนิดในชาติอริยะแล้ว ก็มิได้ปลงชีพของสัตว์ใดเลย และด้วยความสัตย์จริงนั้นเอง ก็ขอความสุขสวัสดิ์จงมีแก่เธอ และขอความสุขสวัสดิ์จงมีแก่ลูกในครรภ์ของเธอด้วยเถิด

10. โพชฌังคปริตร  สวดบูชาให้พ้นจากโรคร้าย หายเจ็บป่วย สุขภาพแข็งแรง

เนื้อความในบทสวดกล่าวถึงพระธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้ 7 ประการ ได้แก่ สติ ธัมมวิจยะ วิริยะ ปิติ ปัสสัทธิ สมาธิ และอุเบกขา

โพชฌังโค สะติสังขาโต ธัมมานัง วิจะโย ตะถา วิริยัมปีติ ปัสสัทธิ โพชฌังคา จะ ตะถาปะเร สะมาธุเปกขะโพชฌังคา สัตเตเต สัพพะทัสสินา  มุนินา สัมมะทักขาตา ภาวิตา พะหุลีกะตา สังวัตตันติ อะภิญญายะ นิพพานายะ จะ โพธิยา เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โสตถิ เต โหนตุ สัพพะทา เอกัสมิง สะมะเย นาโถ โมคคัลลานัญจะ กัสสะปัง คิลาเน ทุกขิเต ทิสวา โพชฌังเค สัตตะ เทสะยิ เต จะ ตัง อะภินันทิตวา โรคา มุจจิงสุ ตังขะเณ เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โสตถิ เต โหตุ สัพพะทา เอกะทา ธัมมะราชาปิ เคลัญเญนาภิปีฬิโต จุนทัตเถเรนะ ตัญเญวะ ภะณาเปตวานะ สาทะรัง สัมโมทิตวา จะ อาพาธา ตัมหา วุฏฐาสิ ฐานะโส เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โสตถิ เต โหตุ สัพพะทา  ปะหีนา เต จะ อาพาธา ติณณันนัมปิ มะเหสินัง มัคคาหะตะกิเลสาวะ ปัตตานุปปัตติธัมมะตัง เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โสตถิ เต โหตุ สัพพะทาฯ

คําแปลโพชฌังคปริตร

โพชฌงค์ 7 ประการ คือ สติสัมโพชฌงค์ ธรรมะวิจะยะสัมโพชฌงค์ วิริยะสัมโพชฌงค์ ปีติสัมโพชฌงค์ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์สมาธิ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ เหล่านี้ อันพระมุนีเจ้าผู้ทรงเห็นธรรมทั้งปวง ตรัสไว้ชอบแล้ว อันบุคคลมาเจริญและทําให้ มากแล้วย่อมเป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้และเพื่อพระนิพพานด้วยการกล่าวคําสัจนี้ ขอความสวัสดี จงมีแก่ท่านทุกเมื่อ

ในสมัยหนึ่ง พระโลกนาถเจ้าทอดพระเนตรพระโมคคัลลานะ และพระกัสสปะเป็นไข้ได้รับความลําบากถึง ทุกขเวทนาแล้วทรงแสดงโพชฌงค์ 7 ประการให้ท่านทั้งสองฟัง ท่านทั้งสองก็เพลิดเพลินพระธรรมเทศนานั้น หายโรคในบัดดล ด้วยการกล่าวคําสัจนี้ ขอความสวัสดี จงมีแก่ท่านทุกเมื่อ ครั้งหนึ่งแม้พระธรรมราชาเอง ทรงประชวรเป็นไข้รับสั่งให้พระจุนทเถระแสดงโพชฌงค์นั้นถวาย โดยความเคารพ ก็ทรงบันเทิงพระหฤทัย หายจากพระประชวรนั้นโดยพลัน ด้วยการกล่าว คําสัจนี้ ขอความสวัสดี จงมีแก่ท่านทุกเมื่อ ก็อาพาธทั้งหลายนั้น อันพระมหาฤๅษี ทั้ง 3 องค์ หายแล้ว ไม่กลับเป็นอีก ดุจดังกิเลสอันมรรคกําจัดแล้ว ถึงซึ่งความไม่เกิดอีก เป็นธรรมดาฉะนั้นด้วยการกล่าวคําสัตย์นี้ ขอความสวัสดี จงมีแก่ท่านทุกเมื่อเทอญ

11. อภัยปริตร เพื่อแก้ลางร้าย เหตุร้าย ฝันร้าย และทําลายสิ่งอัปมงคลทั้งปวง

เนื้อความในบทสวดสวดมีอานุภาพเพื่อแก้ลางร้าย เหตุร้าย ฝันร้าย ทําลายสิ่งอัปมงคลทั้งปวงให้มลายสิ้น

ยันทุนนิมิตตัง  อะวะมังคะลัญจะ  โย  จามะนาโป  สะกุณัสสะ  สัทโท ปาปัคคะโห  ทุสสุปินัง  อะกันตัง  พุทธานุภาเวนะ วินาสะเมนตุฯ

ยันทุนนิมิตตัง  อะวะมังคะลัญจะ  โย  จามะนาโป  สะกุณัสสะ  สัทโท ปาปัคคะโห  ทุสสุปินัง  อะกันตัง  ธัมมานุภาเวนะ วินาสะเมนตุฯ

ยันทุนนิมิตตัง  อะวะมังคะลัญจะ  โย  จามะนาโป  สะกุณัสสะ  สัทโท ปาปัคคะโห  ทุสสุปินัง  อะกันตัง  สังฆานุภาเวนะ วินาสะเมนตุฯ

คําแปลอภัยปริตร

นิมิตอันเป็นลางชั่วร้ายอันใด สิ่งอวมงคลอันใด เสียงนกที่ไม่ชอบใจอันใด สิ่งที่น่าตกใจอันใด บาปร้าย เคราะห์ร้ายอันใด ฝันร้ายอันใด สิ่งไม่พึงปรารถนาอันใด ที่มีอยู่ ขอสิ่งเหล่านั้นจงถึงความพินาศไป ด้วยอานุภาพแห่งพระพุทธเจ้าฯ

นิมิตอันเป็นลางชั่วร้ายอันใด สิ่งอวมงคลอันใด เสียงนกที่ไม่ชอบใจอันใด สิ่งที่น่าตกใจอันใด บาปร้าย เคราะห์ร้ายอันใด ฝันร้ายอันใด สิ่งไม่พึงปรารถนาอันใด ที่มีอยู่ ขอสิ่งเหล่านั้นจงถึงความพินาศไป ด้วยอานุภาพแห่งพระธรรมเจ้าฯ

นิมิตอันเป็นลางชั่วร้ายอันใด สิ่งอวมงคลอันใด เสียงนกที่ไม่ชอบใจอันใด สิ่งที่น่าตกใจอันใด บาปร้าย เคราะห์ร้ายอันใด ฝันร้ายอันใด สิ่งไม่พึงปรารถนาอันใด ที่มีอยู่ ขอสิ่งเหล่านั้นจงถึงความพินาศไป ด้วยอานุภาพแห่งพระสังฆเจ้าฯ

12. ชัยปริตร สวดเป็นประจําเพื่อขอชัยชนะจากสิ่งเลวร้าย

เนื้อความในบทสวดกล่าวถึงอานุภาพของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และเป็นมงคลแห่งชีวิต สวดเป็นประจําเพื่อให้ได้รับชัยชนะเหนือสิ่งเลวร้ายต่างๆ

มะหาการุณิโก นาโถ หิตายะ สัพพะปาณินัง ปูเรตวา ปาระมี สัพพา ปัตโต สัมโพธิมุตตะมัง เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ เม ชะยะมังคะลังฯ

ชะยันโตโพธิยา มูเล สักยานัง นันทิ วัฑฒะโน เอวัง อะหัง วิชะโย โหมิ ชะยัสสุ ชะยะมังคะเล อะปะราชิตะ ปัลลังเก สีเส ปะฐะวิโปกขะเร อะภิเสเก สัพพะพุทธานัง อัคคัปปัตโต ปะโมทะติฯ

สุนักขัตตัง สุมังคะลัง สุปะภาตัง สุหุฏ ฐิตัง สุขะโณ สุมุหุตโต จะ สุยิฏฐัง พรัหมะ จาริสุ ปะทักขิณัง กายะกัมมัง วาจากัมมัง ปะทักขิณัง ปะทักขิณัง มะโนกัมมัง ปะณิธีเต ปะทักขิณา ปะทักขิณานิ กัตวานะ ละภันตัตเถ ปะทักขิเณฯ

ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะ เทวะตา สัพพะพุทธานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวัน ตุ เมฯ
ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะ เทวะตา สัพพะธัมมานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวัน ตุ เมฯ
ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะ เทวะตา สัพพะสังฆานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวัน ตุ เมฯ

คําแปลชัยปริตร

พระพุทธเจ้าเป็นผู้เป็นที่พึ่งของสัตว์ ทรงประกอบแล้วด้วยพระมหากรุณา บําเพ็ญ บารมีทั้งหลายทั้งปวงให้เต็ม เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย เป็นผู้ถึง ความตรัสรู้ชอบอันสูงสุด ด้วยการกล่าวคําสัตย์จริงนี้ ขอชัยมงคลจงมีแก่ท่านเถิด

ขอท่านจงมีชัยชนะในมงคลพิธี เหมือนพระจอมมุนีทรงชนะมารที่โคนต้นโพธิ์ แล้วถึงความเป็นผู้เลิศในสรรพพุทธาภิเษก ทรงบันเทิงพระทัยอยู่บนบัลลังก์ที่มาร ไม่อาจจะผจญได้ เป็นจอมมหาปฐพี ทรงเพิ่มพูนความดี แก่เหล่าประยูรญาติศากยวงศ์ฉะนั้นเทอญ

เวลาที่บุคคลและสัตว์ประพฤติดีประพฤติชอบ ชื่อว่าฤกษ์ดี มงคลดี สว่างดี รุ่งแจ่งดี และขณะดี ครู่ยามดี ชื่อว่าบูชาดีแล้วในผู้ประพฤติอย่างประเสริฐทั้งหลาย กายกรรมอันเป็นมงคลสูงสุด วจีกรรมอันเป็นมงคลสูงสุด มโนกรรมอันเป็นมงคลสูงสุด ความปรารถนาอันตั้งไว้เพื่อสิ่งอันเป็นมงคลสูงสุด บุคคลและสัตว์ทั้งหลาย ทํากรรมอันเป็นมงคลสูงสุด ย่อมได้ประโยชน์ทั้งหลายอันเป็นมงคลสูงสุดแลฯ

ขอให้ทุกสิ่งอันเป็นมงคลทั้งปวง จงมีแก่ท่าน ขอเทวดาทั้งหลายทั้งปวง จงปกปักรักษาท่านด้วยอานุภาพแห่งพระพุทธเจ้า ขอความสวัสดีจงมีแก่ท่าน ตลอดกาลทุกเมื่อเถิดฯ

ขอให้ทุกสิ่งอันเป็นมงคลทั้งปวง จงมีแก่ท่าน ขอเทวดาทั้งหลายทั้งปวง จงปกปักรักษาท่านด้วยอานุภาพแห่งพระธรรมเจ้า ขอความสวัสดีจงมีแก่ท่าน ตลอดกาลทุกเมื่อเถิดฯ

ขอให้ทุกสิ่งอันเป็นมงคลทั้งปวง จงมีแก่ท่าน ขอเทวดาทั้งหลายทั้งปวง จงปกปักรักษาท่านด้วยอานุภาพแห่งพระสังฆเจ้า ขอความสวัสดีจงมีแก่ท่าน ตลอดกาลทุกเมื่อเถิดฯ

จบเสร็จเรียบร้อยแล้วนะคะกับบทสวดพระปริตร 12 ตำนาน สำหรับผู้ที่ต้องการการสวดบทสวดพระปริตรเป็นประจำทุกวัน แต่มีเวลาน้อยหรือไม่สะดวกในการสวดพระปริตรทั้งหมด 12 บท เราแนะนำว่าควรสวดพระปริตร 4 บทนี้ คือ เมตตาปริตร ขันธปริตร โมรปริตร และอาฏานาฏิยปริตรค่ะ และที่สำคัญก่อนการสวดบทสวดพระปริตรทุกครั้งให้สวดนะโม 3 จบ อันเป็นการแสดงความนอบน้อมต่อคุณพระรัตนตรัย แล้วตามด้วยบทไตรสรณคมน์ คือพุทธัง สะระณัง คัจฉามิ… จากนั้นจึงสวดพระปริตรเป็นอันดับต่อไปค่ะ เมื่อสวดเสร็จสุดท้ายอย่าลืมแผ่ส่วนบุญส่วนกุศลด้วยนะคะ

Loading Facebook Comments ...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*